Home // Archive by category "Book Review" (Page 6)

รีวิวหนังสือ sherlock holmes

สวัสที่ท่านผู้อ่านทุกท่านครับวันนี้ผมกลับมารีวิวหนังสือให้ท่านได้รับทราบหนังสือดีๆน่าอ่านอีกแล้วครับ วันนี้จะมารีวิวหนังสือ sherlock holmes ของ SE-ED Book ครับ ที่ผมหยิบยกมานั้นเป็นหนังสือเด็กครับแบ่งเป็นตอนๆมีประมาณ สี่ถึงห้าตอนครับ ที่ผมชอบหยิบหนังสือภาษาอังกฤษ เพราะประเทศเรากำลังก้าวสู่ ต่างแดนครับทำให้เราต้องฝึกภาษาอังกฤษกันมากๆครับ เหมาะสำหรับเด็กและผู้ที่สนใจครับ sherlock holmes เป็นนิยยายที่มีมานานและได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลกครับ เขียนโดย เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ ครับหากถามถึงระดับความนิยมแล้วล่ะก็ ก็คงบอกว่าถึงขนาดที่ มีผู้นำมาเขียนต่อเพราะไม่อยากให้จบ คล้ายๆกับการ์ตุูนเรื่องโดราเอมอนนั้นแหละครับ ผู้เขียนบรรยายรายละเอียด ราวกับตัวของ  sherlock holmes นั้นมีตัวตนอยู่จริงครับทั้งที่อยู่ อุปนิสัยครับ เป็นการเสริมจินตการให้แก่ผู้อ่านครับ สำหรับในเล่มนี้เป็นตอนที่น่าสนใจครับ เป็นตอนที่ เชอร์ล็อก โฮลมส์ สืบตามหาคนฆาตกร พี่สาวของหญิงที่กำลังจะแต่งงานคนหนึ่งครับ ในเรื่องผู้ปมการสืบสวน การใช้ความคิด ฝึกให้เราทำนายถึวเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างแยบยลทีเดียวครับนับเป็นหนังสือเล่นหนึ่งที่ทรงคุณค่าควรแก่การสะสมเป็นอย่างยิ่งครับ ทั้งหมดพิมพ์สี่สี พร้อมรูปประกอบอย่างครบถ้วนรวมกับคำสัพท์ต่างๆที่มากมายกว่า ห้าพันคำครับ ทั้งหมดราคาเพียง ร้อยกว่าบาทเท่านั้นครับ หากได้รับการพัฒนาด้านภาษาแล้วเราสามารถต่อยอกสู่ หนังสือภาษาอังกฤษของต่างประเทศได้อีกมากมายครับ วันนี้หวังว่าทุกท่านคงจะได้หนังสือที่น่าอ่านไปอีกเล่มนะครับ ครั้งหน้าผมจะหยิบยกหนังสือเรื่องใดมาก็คอยติดตามใน Ibookwatch.com ครับ วันนี้ขอลาไปก่อนสวัสดีครับ

รีวิว หนังสือการ์ตูน

คืนชีพตำนานคอสโม่

สวัสดีครับวันนี้มีหนังสือการ์ตูนน่าอ่านมาแนะนำครับ

ตัวเอกของเรื่อง “โคกะ” เด็กหนุ่มอายุ 13 ปี จะเป็นผู้รับบทเซนต์แห่งกลุ่มดาวเพกาซัส เขาได้รับการเลี้ยงดูจากเซนต์อาเธน่าที่พบเขาตั้งแต่ยังเป็นทารกที่แซงค์จู รี่ ตัวเขายังชื่นชมโกลด์เซนต์ในตำนาน “เซย่า” เป็นพิเศษ โคกะต้องมาต่อกรกับศัตรูตัวร้าย “มาร์ส” ผู้ที่ต้องการปกครองโลกโดยลักพาตัวเซนต์อาเธน่าไป
อัพเดตข้อมูลเพิ่มเติม ของ Saint Seiya Omega กันต่อ ซึ่งทาง Toei Animation ปล่อยข้อมูลออกมาเพียบในช่วงต้นเืดือนที่ผ่านมา ดูจะคาดหวังให้เป็นโปรเจกต์ใหญ่เรื่องหนึ่งในรอบปีนี้ และหวังจะตีตลาดกลุ่มคนชอบเรื่องเซนต์เซย่าในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทยก็ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งเช่นกัน
Saint Seiya Omega  มีกำหนดเนื้อเรื่องเป็นแบบ Original คือ ไม่เคยทำเป็นฉบับหนังสือการ์ตูนหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน ต่างจากภาคก่อนหน้านี้ที่ส่วนใหญ่มาจากหนังสือการ์ตูนแล้วจึงค่อยดัดแปลง เป็นอนิเมชั่น

โกลด์เซนต์ ซาจิททาเรียส เซย่า ได้ช่วยชีวิตเด็กน้อยคนหนึ่งให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของมาร์ส เทพีอาเธน่า หรือ คิโดะ ซาโอริ ปรากฏตัวขึ้นและปกป้องเด็กน้อยคนนั้น เซย่าต่อสู้อย่างกล้าหาญและเอาชนะมาร์สได้ด้วยความช่วยเหลือจากอาเธน่า มาร์สได้รับความพ่ายแพ้และบาดเจ็บอย่างสาหัสจากเซย่า และเข้าสู่การหลับใหล เด็กน้อยที่ได้รับการปกป้องนั้นมีชื่อว่า โคกะ หลังจาก 13 ปีผ่านไป…ไชน่าฝึกวิชาให้กับโคกะเพื่อให้เป็นเซนต์ แต่เขากลับไม่ต้องการ วันหนึ่ง โคกะหนีออกจากบ้านและมองดวงดาว สงสัยว่าทำไมเขาต้องกลายเป็นเซนต์ ซาโอริปรากฏตัวขึ้นและมอบคลอธเพกาซัสให้ จากนั้นไม่นาน มาร์สตื่นขึ้นและเข้าโจมตีทั้งสอง ท่ามกลางความวุ่นวาย โคกะสวมชุดคลอธเพกาซัสและกลายเป็นบรอนซ์เซนต์เพกาซัสเข้าต่อสู้กับมาร์ส แต่พลังของโคกะไม่มากพอที่จะเอาชนะมาร์สได้ อาเธน่าถูกมาร์สเข้าทำร้ายและหายตัวไป! โคกะรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถปกป้องซาโอริเอาไว้ได้ และสัญญาว่าจะกลายเป็นเซนต์ที่แท้จริงให้จงได้

ปฐม บทฮิมุระ เคนชิน อดีตมือสังหารของคณะปฏิวัติเจ้าของฉายา “มือพิฆาตบัตโตไซ” ได้วางดาบ กลายเป็นซามูไรพเนจรธรรมดาๆ จวบจนได้มาพบกับครูฝึกดาบสาวของสำนักคามิยะคัตชินริว คามิยะ คาโอรุ ผู้ซึ่งทำให้เขารู้สึกสบายใจและหยุดการเดินทางที่ไร้จุดหมายลงได้ หลังจากการพำนักอยู่กับคาโอรุ เคนชินต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเหตุการณ์มากมายและได้พบกับ ซางาระ ซาโนสุเกะ, เมียวยิน ยาฮิโกะ, ทากานิ เมกุมิ รวมถึงชิโนโมริ อาโอชิ และกลุ่มโอนิวาบังชู

ภาคชิชิโอ: เกียวโตการหวนกับมาพบกันอีกครั้งของเคนชิน และไซโต ฮาจิเมะ อดีตหัวหน้าหน่วยชินเซ็น กอง 3 ซึ่งปัจจุบันได้ทำหน้าที่ตำรวจสันติบาล ไซโตซึ่งมีหน้าที่เป็นสายสืบให้กับรัฐบาลกลางกำลังสืบสวนเรื่องของอดีตมือ สังหารของคณะปฏิวัติอีกคนหนึ่ง ชิชิโอ มาโคโตะ ซึ่งคาดว่ากำลังเตรียมแผนก่อการปฏิวัติอยู่ จากเหตุการณ์การสังหาร โอคุโบ โทชิมิจิ เสนาบดีฝ่ายมหาดไทยโดยเซตะ โซจิโร่ สมุนของชิชิโอ ทำให้เคนชินไม่อาจอยู่เฉยได้ เขาจึงเดินทางยังเกียวโตเพื่อยับยั้งแผนการปฏิวัติของชิชิโอ ขณะเดียวกันชิชิโอก็เรียกกองกำลังจุปปงคาตานะ ซึ่งเป็นยอดฝีมือพิเศษ 10 คนของตัวเองออกมารับมือกับเคนชินด้วย ทางด้านซาโนสุเกะก็ได้ออกติดตามเคนชินมาที่เกียวโตเพื่อช่วยเหลือเคนชินอีก แรง ขณะที่ยาฮิโกะกับคาโอรุก็เดินทางมาหาเคนชินเช่นกัน ระหว่างการเดินทางเคนชินพบกับ มากิมาจิ มิซาโอะ สาวน้อยแห่งโอนิวาบังชู และด้วยความช่วยเหลือของกลุ่มโอนิวาบังชูทำให้พวกของเคนชินสามารถป้องกันแผน เผากรุงเกียวโตเพื่อก่อความวุ่นวาย ในขณะที่ตัวชิชิโอและผู้ใกล้ชิดเตรียมนำเรือดำ “เรนโกกุ” เข้าอ่าวโตเกียวเพื่อสร้างความวุ่นวาย แต่ในที่สุดเรือเรนโกกุ ก็ถูกระเบิดมือของซาโนสุเกะทำลายเสียหายจนต้องเลิกล้มแผนการบุกยึดอ่าว โตเกียวไป ชิชิโอพร้อมทั้งจุปปงคาตานะทั้งหมดจึงย้อนกลับไปที่ฐานของตัวเองพร้อมกับท้า ให้เคนชินตามไป การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของเคนชินและชิชิโอ เดิมพันด้วยชะตากรรมของรัฐบาลญี่ปุ่น

ภาคเอนิชิ: ทัณฑ์มนุษย์หลังเสร็จศึกกับชิชิโอ เคนชินกับพรรคพวกก็สามารถอยู่ได้อย่างสงบซักระยะ แต่แล้วเงาแห่งการต่อสู้ก็เริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อกลุ่มคนที่เคยมีความแค้น ต่อเคนชิน 6 คนรวมต่อกันเพื่อล้างแค้นกับเคนชิน และ 1 ในจำนวนคนเหล่านั้นก็คือ ยูกิชิโร่ เอนิชิ ผู้เป็นน้องชายของ ยูกิชิโร่ โทโมเอะ ภรรยาที่ล่วงลับไปแล้วของเคนชินเอง เอนิชิมีความฝังใจว่าเคนชินเป็นผู้แย่งความสุขไปจากพี่สาวของเขาอีกทั้งยัง พรากชีวิตของพี่สาวเขาอีก เขาจึงทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้เคนชินทุกข์ใจ โดยเริ่มจากการทำร้ายคนรอบข้างของเคนชิน จนถึงการเข้าโจมตีโรงฝึกคามิยะ เคนชินและพวกสามารถจัดการกับพวกของเอนิชิได้จนหมด แต่หลังจากหมอกควันที่หนาทึบจางลง ทุกคนก็พบว่าคาโอรุถูกดาบปักอกและถูกกรีดใบหน้าแบบเคนชินแล้วสิ้นใจไปเสีย แล้ว เคนชินถึงกับหมดอาลัยตายยากจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เขาทอดทิ้งทุกสิ่งไปอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านคนไร้ราก

แม้ซาโนสุเกะและยา ฮิโกะจะมาอ้อนวอนเพื่อให้กลับไปแก้แค้นเอนิชิยังไง เขาก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ซาโนสุเกะเสียใจจนลาจากเคนชินไปอีกคน ขณะที่อาโอชิและมิซาโอะเดินทางมาโตเกียวเพื่อแจ้งข่าวเรื่องที่คาโอรุฝากให้ ค้นหา อาโอชิเชื่อว่าคาโอรุยังไม่ตายจึงได้ทำการขุดศพของคาโอรุออกมา แล้วความจริงก็กระจ่างว่าศพนั้นเป็นเพียงแค่หุ่นกระบอกที่ทำได้อย่างแนบ เนียนเท่านั้น อาโอชิและไซโต้จึงเริ่มออกสืบเพื่อหาแหล่งกบดานของเอนิชิ อีกด้านหนึ่งคุจิรานามิ เฮียวโก ผู้ที่มีความแค้นต่อเคนชินที่ตัดแขนขวาของเขาไปเมื่อครั้งสงครามปฏิวัติ ก็ได้แหกคุกออกมาอาละวาดไปทั่ว ยาฮิโกะพยายามออกรับหน้าเพื่อไม่ให้มีผู้คนต้องได้รับบาดเจ็บ สึบาเมะได้ไปอ้อนวอนขอให้เคนชินช่วยเหลือก่อนที่ยาฮิโกะจะเป็นอะไรไป เสียงร่ำร้องของความช่วยเหลือสะท้อนไปถึงก้นบึ้งให้จิตใจของเคนชิน ปลุกให้เขาลุกขึ้นมาสู้กับความจริงอีกครั้ง หลังจากที่ทุกคนกลับมารวมตัวโดยพร้อมเพรียงกันแล้ว เคนชินและพรรคพวกจึงออกเดินทางสู่เกาะที่เป็นฐานทัพของเอนิชิ การต่อสู้ครั้งสุดท้ายได้เริ่มขึ้นแล้ว…

ต้องขอบคุณผู้สนับสนุนจากทางคาสิโนมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

รีวิวหนังสือ The Endgame

Although “The Endgame” tells the story of the wrap-up of Operation Iraqi Freedom, as the war was known formally, it also retraces some of the events covered in “Cobra II,” their account of the first phase of the war. This enables “The Endgame” to stand alone. However, readers would be advised at least to peruse the earlier volume for added context.

The task the authors undertook was prodigious because the Iraq conflict was such a complex situation. At times, it was at least 10 separate conflicts occurring in the same country, with coalition forces fighting a combination of foreign jihadists, Baathist holdouts, disaffected Sunni sheiks, anti-American Shiite elements and Iranian agents. Added to this witch’s brew were the aspirations of the Kurds in the north who controlled an autonomous region. Even those of us who served in Iraq multiple times could not say that we understood the war; we only knew the small slice of it that we fought. Despite this, Mr. Gordon and Mr. Trainor are able to explain this complex jumble in a way that keeps the reader turning the pages.

The authors are particularly adept at debunking the claims of revisionists who view the Iraq surge and the Sunni Awakening as unrelated events with no cause-and-effect relationship. They build a strong case that the two events were closely related and mutually supporting.

Published as it has been on the eve of the presidential election, the book will not enhance President Obama’s claims to be an effective war leader. The Obama administration’s handling of the war receives some very sharp scrutiny from the authors. Particularly damning is their portrayal of Mr. Obama’s ambassador, Christopher Hill, who appears pigheaded and inept in his dealings with the U. S. military, coddling an Iraqi government badly in need of adult supervision. The authors paint the picture of a president so anxious to get out of Iraq that he was willing to ignore the strategic consequences of the failure to arrange a long-term strategic partnership that would have kept us close to this vital oil-producing country.

While extolling the virtues of our fighting forces and working civilians in the field, Mr. Trainor and Mr. Gordon have mixed reviews of the senior military leadership, particularly that of Gen. George W. Casey Jr., who also is portrayed as overly eager to get our troops out of Iraq. He appeared to ignore the signs that the country was descending into the chaos of sectarian civil war. Gen. David H. Petraeus gets far better marks for his handling of the surge and its synchronization with the Sunni Awakening.

The authors also are hard on President Bush’s blue-ribbon Iraq Study Group, which provided some shaky advice on how to end the war. I had the opportunity to run a war game for the chairman of the Joint Chiefs of Staff on the feasibility of those recommendations shortly after they were published. The results were dismal. It appeared to us that the study group’s members were suffering from groupthink. The book notes that only former Sen. Charles S. Robb had the moral courage to dissent from the group’s findings, and the authors think he was correct.

Mr. Trainor and Mr. Gordon make a good writing team. As a retired general, Mr. Trainor can sort through the minutia of reports and military correspondence to determine what is militarily important, and Mr. Gordon, a veteran reporter, is able to do the same on the political side. One hopes they will be better treated by reviews of this volume than by reviews of their first book, “The Generals’ War.” The New York Times allowed an author with a competing book on the market to slam theirs; it was one of the most unprofessional literary incidents of the past decade.

To sum up the book for the reader: A Republican administration blundered into the Iraq War, and a Democratic administration stumbled out of it. Through it all, rank-and-file soldiers and civilian professionals saved our bacon by making chicken salad out of chicken droppings. The devil of the story is in the details, and the authors do a superb job of providing them.

 

Book review THE LAST DRAGONSLAYER

 

Fifteen-year-old foundling Jennifer Strange is considerably more mature and responsible than her age would suggest. As the acting director of Kazam Mystical Arts Management, she rides herd on 45 “sorcerers, movers, soothsayers, shifters, weathermongers, carpeteers and other assorted mystical artisans,” all various degrees of distempered and dysfunctional in a world that’s becoming steadily less magical as the years roll on. She’s also the receptionist, accountant, chauffeur and paper-shuffler, filling out all the forms required by the Magical Powers (amended 1966) Act.

If you haven’t figured it out yet, yes, this is a Jasper Fforde novel. His first aimed at young readers, it features the same delightful mix of magic and everyday absurdity that characterizes his other books — like The Eyre Affair, starring literary detective Thursday Next, who pursues an international master criminal into the narrative of Jane Eyre. (She works for a government agency devoted to policing books. Other agencies include Cheese Enforcement and the ChronoGuard, which keeps time stable.) Thursday’s world dovetails quite neatly with Jennifer’s, where power loss and new regulations mean Kazam’s flying carpeteers can no longer take passengers, and must scrape a living delivering organs for transplant and pizzas.

It’s been a big year — well, a big few years — for young adult fiction, which I’m not going to complain about in the slightest; nothing beats a good YA novel for pure storytelling punch. But I might complain, just a little, about the overwhelming sameness of some of the plots. Dystopian futures, quiet-yet-spunky teenage girls, doomed love triangles — sound familiar? Suzanne Collins has a lot to answer for. Luckily, you can crack open The Last Dragonslayer and spend time with a protagonist who has a refreshingly different set of priorities.

No one’s quite sure why magic is draining out of the world, but it probably has something to do with the declining population of dragons. After a few chapters of exposition, the plot lurches to life as both of Kazam’s remaining functional seers are struck by the same powerful vision: the world’s last dragon, Maltcassion, will die in less than a week, at the hands of the titular Last Dragonslayer. And no points for guessing who she’ll be.

Fforde is a master world-builder, a specialist in mashing up, with deadpan hilarity, the fantastic and the mundane. But The Last Dragonslayer isn’t all cranky carpet pilots and illusory moose in the hallways. Fforde doesn’t shy away from dark issues — Jennifer becomes embroiled in a territorial dispute between her kingdom and the duchy next door, and struggles to head off a land war as greedy speculators prepare to pounce on Maltcassion’s vacated turf. Jenny herself is a young woman of deep feelings; she’s noble and brave, but also very angry, and she learns to embrace that rage and turn it into power.

If you’ve read Fforde’s delightful Thursday Next series (and if you haven’t, do start with The Eyre Affair), Dragonslayer will seem a bit familiar. Jennifer could easily be a teenage Thursday; both are tough, smart women faced with balky bureaucracy, nefarious corporate operatives and sudden media stardom. And, uncharacteristically, Fforde’s dialogue here can be clunky — Jennifer occasionally sounds as if she’s reading aloud, especially when she’s delivering a chunk of exposition.

Idioms สำนวนแนวๆ part10

 

Rat abandoning a sinking ship (คนขี้ขลาด)

คนโบราณมักเชื่อเรื่องลางสังหรณ์หรือลางบอกเหตุ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาจะเริ่มทำงานใหญ่ เช่นการออกเรือไปทำประมงกลางทะเลเป็นเวลานาน หรือเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ พวกเขาเชื่อว่าถ้าพวกเขาเห็นหนูกระโดดลงจากเรือก่อนเดินทางออกไปทะเล มันเป็นลางร้ายว่าเรือจะจม พวกหนูอาจมี สัญชาตญาณในการรับรู้ถึงเหตุร้านที่กำลังจะเกิดขึ้นก็เป็นได้

สำนวนนี้เกิดขึ้นราวปี 1500 ปัจจุบันนี้เราใช้สำนวนนี้ กับคนขี้ขลาด คนที่ไม่มีความสื่อสัตย์ หนีออกจากอะไรบางอย่างซึ่งมีแนวโน้มว่าจะล่มสลายเช่น บริษัท ที่มีสภาพคล่องไม่ค่อยดีนักพนักงานคนหนึ่งรีบชิงลาออกไปก่อนเลยเพราะคิดว่ากิจการใกล้จะปิดตัว            

Rose-colored glasses (มองในแง่ดีเกินไป)

เจ้าของภาษามีจินตนาการว่า ถ้าใครใส่แว่นที่เคลือบด้วยสีที่เหมือนสีของดอกกุหลาบ (Rose-colored glasses) แล้วมองผ่านแว่นนั้น เขาจะมองหรือพิจารณาอะไรเพียงข้างเดียวหรือด้านเดียว คือด้านทีตนเองชอบและเป็นด้านที่ดีเท่านั้น เพราะสีของดอกกุหลาบเป็นสีที่สวยงามชวนนjามอง ทำให้ลุ่มหลงไปกับสิ่งต่างๆได้ง่ายเท่าที่ตัวเองชอบและต้องการ

Rome was not built in a day (กรุงไม่ได้สร้างในวันเดียว)

กรุงโรมมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2500 ปี ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ตอนกลางของประเทศ โดยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร ในอดีตมากมายเช่น ราชอาณาจักรโรมัน สาธารณรัฐโรมันและจักรวรรดิโรมัน โรมเคยเป็นเมืองที่มีบทบาทมากที่สุด ของอารยธรรมตะวันตก และในอดีตที่นี่คืออาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลี

ในการสร้างกรุงโรมที่มีความเจริญรุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางการค้า และในการที่จะมีอารธรรมที่ยิ่งใหญ่ได้นั้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการสร้างนานมากๆ เช่นเดียวกันกับการทำงานใหญ่ๆ โครงการใหญ่นั้นจะให้เสร็จแล้วต้องใช้ระยะเวลายาวนานมากๆ และถ้าครั้งแรกไม่สำเร็จ ก็ยังต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างต่อเนื่อง

สำนวนนี้คาดว่าเกิดขึ้นในปี 1546 โดยนักเขียน และ นักแต่งสุภาษิตชาวอังกฤษนาม จอห์น เฮย์วูด (John Heywood)